บีบีซีชี้ชัดเสื้อแดงก่อจลาจลไม่ใช่ประชาธิปไตย


บีบีซีชี้ชัดเสื้อแดงก่อจลาจลไม่ใช่ประชาธิปไตย
บีบีซีชี้ชัดเสื้อแดงก่อจลาจลไม่ใช่ประชาธิปไตย
สหรัฐฯประณามกลุ่มคนเสื้อแดงก่อจลาจลเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้
ขณะนี้กำลังจับตาสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด ตีหนึ่งกว่าทหาร-ตำรวจตรึงกำลังยมราช -หลานหลวง
บีบีซีบอกทักษิณเสื้อแดงก่อจลาจลไม่ใช่ประชาธิปไตย
คนชุมชนนางเลิ้งปะทะเสื้อแดงดับ2
ชาวชุมชนนางเลิ้งปะทะกลุ่มคนเสื้อแดง ถูกยิงเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บกว่า 10 ราย
บัวแก้วแจงทั่วโลกม็อบกลุ่มเสื้อแดง
ก.บัวแก้วตั้งศูนย์แจงม็อบเสื้อแดงทั่วโลก ยันรัฐบาลพร้อมดูแลสนามบิน และชาวต่างชาติในไทยเต็มที่
มาร์คโต้"แม้ว"สลายม็อบไม่มีตาย
"ทักษิณ ชินวัตร" ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น กล่าวหาทหารไทยยิง ปชช.เสียชีวิต นำศพขึ้นรถหนีไป ด้าน"อภิสิทธิ เวชชาชีวะ"โต้ไม่มีคนเสียชี วิต รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง แต่ต้องรักษากฏหมาย
"เทือก"เตือนประชาชนระวังจราจล
"สุเทพ เทือกสุบรรณ" เตือนประชาชนระวังการก่อจราจล และก่อวินาศกรรม
โรยตะปูเรือใบสกัดทหารสลายม็อบ
แกนนำเสื้อแดง ปลุกมวลชนไม่เลิก สั่งโรยตะปูเรือใบรอบทำเนียบฯ สกัดทหารสลายชุมนุม ปัดไฟไหม้ก.ศึกษาฯ ไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดง อ้าง ถวายฎีกาในหลวง เพราะ รบ.สั่งทหารทำร้ายประชาชน
อ่านข่าวทั้งหมด
ชมบันทึกภาพวีดีโอจาก Nation Channel
กลับเข้าสู่หน้าหลักคมชัดลึก
ที่มาhttp://www.komchadluek.net/

ประเพณีแห่ช้างบวชนาค 7 เม.ย.2552





























ประเพณีแห่ช้างบวชนาค
ชาวตำบลหาดเสี้ยวที่นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อในเรื่อง อานิสงค์ของการบวช ทั้งการบวชพระ และบวชเณร ดังนั้นครอบครัว ที่มีบุตรหลานเป็นชาย เมื่ออายุครบบวช ก็จะจัดการทำพิธีบวชให้
ผู้บวชที่จะบวชพระได้ ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนเด็กที่จะบวชเณรนั้น บวชได้ตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป ผู้ชายหาดเสี้ยวคนใด ที่มีเหตุจำเป็น ไม่ได้บวชเมื่ออายุครบ หรือแต่งงานก่อนบวช พ่อแม่ก็ต้องพยายามหาโอกาส ให้บวชให้ได้ ในภายหลัง แต่เดิม จะนิยมจัดงานในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 4 และบวชในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4

ก่อนวันบวช จะมีกลุ่มผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เป็นตัวแทนของแต่ละเจ้าภาพ ที่จัดงานบวช เดินไปบอกบุญ ตามบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อให้ไปร่วมงานกัน เรียกว่า “เถี่ยวบ๊าน”

งานบวชนี้ จะจัดงานรวมทั้งสิ้น 3 วัน คือ วันสุกดิบ เป็นวันเตรียมตัวของผู้บวช และเจ้าภาพ ในการจัดเตรียม ในเรื่องอาหารไว้เลี้ยงแขก ที่เชิญมาร่วมงาน รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องอัฐบริขาร ซึ่งเรียกว่า “เครื่องกองบวช”
วันที่สอง เป็นวันแห่นาค ในวันนี้จะทำพิธี โกนผมนาค อาบน้ำ แต่งตัวนาคจะสวมเสื้อสีสด บางคนใส่เสื้อกำมะหยี่สีเหลือง ที่สาบเสื้อ และปลายแขนประดับด้วยตีนจก นุ่งโจงกระเบนหลากสี เช่น สีเขียว แดง ม่วง ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอทองคำ เข็มขัดนาค แหวน สวมเทริดที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ไว้เหนือศีรษะ แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง และสวมแว่นตาดำ
ส่วนช้างที่นำมาร่วมขบวน เป็นพาหนะของนาค ก็จะถูกนำไปอาบน้ำที่แม่น้ำยม ตกแต่งด้วยผ้าลาดช้าง และผ้าคลุมหัวช้าง ที่ตกแต่งด้วยผ้าที่จก เป็นลวดลาย บนคอช้าง วางพาดด้วยฝ้ายใจขนาดใหญ่ สีขาว ซึ่งผ้าต่างๆเหล่านี้ ในสมัยก่อน จะทอกันเอง เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ
การแห่นาคด้วยขบวนช้างนั้น จะจัดขึ้นในตอนบ่าย โดยที่นาคทุกคน จะมารวมตัวกัน ที่วัดหาดเสี้ยว ก่อนที่จะตั้งขบวนแห่ ไปตามถนนใตลาด และอ้อมผ่านถนนนอกชุมชน แล้วจึงย้ายไปตามบ้านของตน ในตอนค่ำจึงมีพิธีทำขวัญนาค


ตลอดงาน และในขบวนแห่ จะมีแตรวง หรือกลองยาวมาประโคมเฉลิมฉลอง รวมทั้งมีการเต้นรำ อย่างสนุกสนาน โดยแขกที่มาร่วมงานแต่ละบ้าน ซึ่งแต่เดิมในขบวนแห่ จะมีแต่ปี่แต๊ หรือปี่ชวา และกลองรำมะนาเท่านั้น ในตอนกลางคืน ของวันสุกดิบและวันแห่นาค มักจะมีการจ้างมหรสพ มาแสดงฉลองนาคที่บ้าน ของแต่ละคนด้วย


ในวันที่สาม ซึ่งเป็นวันบวชนั้น จะจัดพิธีธรรมดาเป็นการพานาคเดินไปวัดเพื่อทำพิธีขอบวชนาคเช่นเดียวกับการบวชทั่วไป เมื่อขอบวชเรียบร้อยแล้ว ก็ถือเป็นการเสร็จพิธี หลังจากบวชแล้วจะมีคำเรียกผู้ที่บวชเป็นพระว่า “เจ้าหัว”หรือ “หม่อม” เมื่อสึกออกไปแล้ว จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “อ้ายทิด” ส่วนสามเณรนั้น จะมีคำนำหน้าเรียกว่า “จั่วอ๊าย” และเมื่อสึกออกไปแล้ว จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “เซียง”
ทึ่มาข้อมูล http://www.suntreethai.com/learning_tradition.php

เปิดเคล็ดลับ รับหน้าร้อน

เปิดเคล็ดลับ รับหน้าร้อน

“เมษายน” เดือนที่ “ร้อนที่สุด” ในประเทศไทย แน่นอนที่สุดว่าเมื่อฤดูกาลเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน โรคก็มาเยือน

แต่ถ้ารู้จักการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมก็จะทำให้รับมือกับเรื่องร้อนให้ผ่อนเบาได้ โดยจะขอสรุปจากทรรศนะของแพทย์แผนจีน
นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัฒนาวิบูล บอกไว้กับ “สร้างสุข” จดหมายข่าวของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ประจำเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่บอกใน 5 เคล็ดลับรับหน้าร้อน ว่า

ข้อแรก ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะของเย็นจะมีผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร น้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย ทำให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงอาหารเพื่อทำการย่อยลดลง จะก่อให้เกิดโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาดมีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียได้ง่าย

ข้อสอง หาเครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน นั่นคือน้ำเปล่าที่ต้มสุกแล้ว อาจปรุงแต่งด้วยเกลือ น้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ หรืออาจเป็นน้ำสมุนไพรตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นชาร้อน น้ำเก๊กฮวย น้ำดอกสายน้ำผึ้ง น้ำบ๊วย สรรพคุณของสมุนไพรจะทำให้ภายในร่างกายไม่ร้อนเกินไปและสร้างน้ำเพื่อไม่ให้เสียเหงื่อมาก

ข้อสาม ไม่ควรนอนให้ลมโกรก อย่าจ่อพัดลม หรือตากแอร์ในขณะที่เหงื่อออก เพราะจะทำให้อุณหภูมิผิวของร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่ระบายออก จะมีความร้อนสะสมข้างใน ทำให้เวียนหัว หนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจเป็นหวัดได้

ข้อสี่ การนอน การพักผ่อน อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เสียเหงื่อ เหนื่อยง่าย ถ้าได้งีบช่วงกลางวันบ้างจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ หรืออาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตานิ่งๆ ก็เป็นการพักผ่อนที่ดี

ข้อสุดท้าย อาหาร ควรทราบไว้ว่าหน้าร้อนระบบย่อยอาหารจะทำงานน้อยลง ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกหิว ดังนั้นอาหารเช้าจึงควรเป็นข้าวต้ม อาจผสมถั่วเขียว เมล็ดบัว หรือรากบัว นั่นคือเป็นอาหารย่อยง่ายและช่วยขับความร้อน เสริมระบบการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม ควรกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น แตงโม แตงกวา มังคุด สับปะรด สาลี่ แต่ไม่ควรแช่เย็นจัดหรือกินในตอนกลางคืน ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกของทอดต่างๆ
เพียงเท่านี้เราก็สามารถรับมือกับหน้าร้อนที่มาเยือนได้อย่างปลอดภัย.
ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=131203

ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์

เทคโนโลยีการเกษตร
สุกัญญา พัวพันธ์ agritech71@doae.go.th
ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ ทางแก้ปัญหาผลผลิตขาดแคลนในช่วงฤดูแล้งมะนาว พืชอาหารที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนไทย เป็นทั้งอาหารและใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ในช่วงฤดูแล้งมะนาวมีราคาแพง แต่ความต้องการของตลาดมีสูง ถ้าเกษตรกรสามารถปลูกมะนาวให้มีผลดกและออกลูกในฤดูแล้งได้จะเป็นการสร้างรายได้อย่างงามจากความคิดดังกล่าวข้างต้น
พันโทจรัญ หนูเนียม อายุ 69 ปี อดีตนายทหารกรมสรรพาวุธทหารบก สังกัดกองทัพบก เจ้าของสวนส้มผู้พัน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ 63/6 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช หนุ่มใหญ่ผู้มีบุคลิกภาพ "พูดเสียงดัง ฟังชัดแบบคนใต้" เป็นคนหนึ่งที่มีใจรักงานด้านการเกษตร โดยใช้พื้นที่ 17 ไร่เศษ ทำเป็นสวนส้มเขียวหวาน สวนกระท้อน สวนมังคุด และปลูกแซมด้วยพืชไร่ พืชผัก หลังจากเกษียณจากราชการเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจให้กับอาชีพทำการเกษตร (ทำสวน) โดยพยายามหาวิธีลดต้นทุนการผลิตลง เช่น การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำสารขับไล่แมลง การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมโดยการอ่านตำรา การศึกษาดูงาน การเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่ทางราชการหรือเอกชนจัด
พันโทจรัญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปี 2549 ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรค ให้ผลดก ผลโต น้ำเยอะ และให้ผลผลิตเร็วประมาณ 1 ปี บวกกับความคิดที่คิดจะปรับเปลี่ยนอาชีพการทำสวนมังคุด จึงได้เดินทางไปศึกษาดูงานและซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวพิจิตร 1 ดังกล่าวมาจากจังหวัดพิจิตร จำนวน 500 กิ่ง มาปลูกแทนในพื้นที่สวนมังคุดเดิม โดยโค่นต้นมังคุดทิ้ง แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ ทำคูระบายน้ำ แล้วนำบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร มาวางเรียงให้ได้ระยะห่าง 3x4 เมตร ที่ก้นบ่อใช้ฝาซีเมนต์ขนาดเดียวกันมาวางรองเพื่อป้องกันไม่ให้รากต้นมะนาวชอนไชลงถึงพื้นดิน เมื่อเตรียมบ่อซีเมนต์เสร็จ จัดวางระบบน้ำ นำกิ่งพันธุ์ลงปลูก ขณะนี้ปลูกไปแล้วกว่า 500 ต้น โดยปลูกในบ่อซีเมนต์ 200 ต้น และปลูกลงดิน 300 ต้นสำหรับขั้นตอนในการปลูก เริ่มจากการเตรียมดิน ควรเลือกหน้าดินที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอ ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตราส่วน 2 : 1 การเลือกกิ่งพันธุ์ ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่ การปลูก ขุดหลุมเล็กกลางวงบ่อ ปลูกกิ่งพันธุ์มะนาวโดยแผ่รากไม่ให้ขดเป็นก้อน กลบดินที่โคนต้น ปักไม้ผูกกับต้นมะนาวเพื่อป้องกันการโยกของต้น ใช้เศษหญ้าคลุมหน้าดิน รดน้ำให้ชุ่ม การให้น้ำ สัปดาห์แรกรดน้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ให้ดินชุ่ม ครั้งต่อไปรดน้ำวันเว้นวันและรดน้ำเมื่อดินแห้ง การให้ปุ๋ย เมื่อปลูกได้ประมาณ 2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปริมาณ 1 ช้อนแกงครึ่ง ต่อต้น สลับกับปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ปริมาณ 1 ช้อนแกงครึ่ง ต่อต้น โดยหว่านรอบโคนต้นแล้วรดน้ำตาม ควรใส่ปุ๋ยครั้งละน้อยๆ ทุก 20 วัน อาจให้ปุ๋ยทางใบและฮอร์โมน โดยผสมสารป้องกันโรค หลังเก็บลูกและตัดแต่งกิ่ง ให้เติมดินร่วนผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตราส่วน 1 : 1 ในวงบ่อให้เต็มปากบ่อโดยการพูนดินเป็นรูปหลังเต่าและใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1 ช้อนแกงครึ่ง ต่อต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม การตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บลูกให้ตัดแต่งกิ่งพุ กิ่งไขว้กัน กิ่งที่อยู่ชิดดินให้เหลือเฉพาะกิ่งหลัก ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง การค้ำกิ่งมะนาวที่ปลูกในบ่อซีเมนต์มีรากอยู่ในพื้นที่จำกัด เมื่อติดลูกมากอาจทำให้ต้นล้มหรือกิ่งหักได้ จึงควรค้ำกิ่งแบบคอกสี่เหลี่ยมหรือใช้ไม้ง่าม
การเก็บลูกมะนาวที่ปลูกในบ่อซีเมนต์ จะเริ่มติดลูกเมื่อปลูกได้ประมาณ 8 เดือน ควรเก็บลูกทิ้งบ้างเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ปีต่อมาจึงค่อยให้มีลูกมาก เมื่อลูกมะนาวแก่จัดไม่ควรทิ้งไว้นาน ควรเก็บลูกทันทีเพราะอาจทำให้ต้นทรุดได้ง่าย การบังคับให้มะนาวออกลูกนอกฤดู ให้ต้นมะนาวอดน้ำในเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยใช้ผ้าพลาสติคคลุมรอบวงบ่อ งดการให้น้ำ 10-15 วัน เมื่อใบมะนาวเหี่ยวหรือร่วงบ้าง ให้เอาผ้าพลาสติคออกและให้น้ำตามปกติ พร้อมให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 8-24-24 ต้นละ 1-2 ช้อนแกง หลังจากนั้น 10-15 วัน ต้นมะนาวจะออกดอก บำรุงต้นมะนาวตามปกติอีก 4-5 เดือน จะสามารถเก็บผลมะนาวได้ ผลผลิตจะมีแม่ค้ามารับซื้อ ราคาขาย ขายเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ 30-40 บาท 1 กิโลกรัม จะได้ผลผลิตประมาณ 12-18 ลูก และในช่วงที่มะนาวมีราคาแพงอาจขายได้ถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท นอกจากนี้ ยังสามารถขายกิ่งพันธุ์ได้ในราคากิ่งละ 200 บาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สวนส้มผู้พันจะเป็นแปลงเรียนรู้ทางการเกษตรของคนในชุมชนและพันโทจรัญจะเป็นผู้ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเข้ามาจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ผู้สนใจสามารถไปเยี่ยมชมและซื้อกิ่งพันธุ์สำหรับนำไปปลูกได้ที่สวนส้มผู้พัน ตามที่อยู่ข้างต้น โทรศัพท์ (081) 968-1438, (081) 085-1374 ได้ทุกวัน
ที่มาhttp://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010452&srcday=&search=no

ปฏิทินวิชาการโรงเรียนเมืองเชลียง เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม 2552

ปฏิทินวิชาการโรงเรียนเมืองเชลียง เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม 2552

14-15 กุมภาพันธ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าค่ายคณิตศาสตร์ จำนวน 150 คน 
16 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00-15.40 น. กิจกรรมอำลาพี่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551
20 กุมภาพันธ์ วันสุดท้ายของการส่งข้อสอบปลายภาคเรียน

21-22 กุมภาพันธ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอบ o-net ที่ ร.ร.สวรรค์อนันต์วิทยา
26 กุมภาพันธ์ สอบประเมินคุณภาพนักเรียน ม.2 เวลา 08.30-12.00 น.
2-5 กุมภาพันธ์ สอบปลายภาคเรียนทุกระดับชั้น
7-8 กุมภาพันธ์ สอบ GAT/PAT ณ โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม
11 มีนาคม วันสุดท้ายของการส่งผลการเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 
14-18 มีนาคม รับสมัคร ม.1 และ ม.4 ประจำปีการศึกษา 2552 
21 มีนาคม สอบคัดเลือกมัธยมศึกษาปีที่ 1
22 มีนาคม สอบคัดเลือกมัธยมศึกษาปีที่ 4
23 มีนาคม ประกาศผลภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
23-27 มีนาคม ปรับปรุงผลการเรียนทุกระดับชั้น แก้ 0 ร มส ขส
24 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัวมัธยมศึกษาปีที่ 1 
25 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัวมัธยมศึกษาปีที่ 4
29 มีนาคม รายงาน ม.4 
31 มีนาคม ปัจฉิมนิเทศ มอบ ปพ.1 และใบประกาศ ม.3 และ ม.6
4 เมษายน มอบตัว ม.1
5 เมษายน มอบตัว ม.4
11-14 พฤษภาคม จำหนายสมุด-แบบเรียน-อุปกรณ์การเรียน และครูปฏิบัติหน้าที่วันแรก
13 พฤษภาคม ปรับสภาพนักเรียนใหม่
15 พฤษภาคม นักเรียนทุกระดับชั้นพบครูที่ปรึกษา รับตารางสอนภาคเรียนที่ 1/2552 
18 พฤษภาคม เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

ที่มาhttp://school.obec.go.th/mclschool/

ไฮโดรโปนิกส์

ไฮโดรโปนิกส์

กว่า 150 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เรารู้จักการปลูกพืชแบบไม่อาศัยดินโดยในเริ่มแรกนั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการศึกษาว่า แร่ธาตุชนิดใดบ้าง ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช จนเมื่อปี ค.ศ.1925 ประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา ต่างเริ่มหาทางเลือกใหม่สำหรับการปลูกพืชในโรงเรือน เพราะการเพาะปลูกแบบอาศัยดินนั้น สร้างปัญหาให้มากกมาย นอกจากนี้ในวงการวิจัยเองก็มีการตื่นตัวทำการทดลองเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเพื่อเป็นการค้าขึ้น มากระทั่งปี ค.ศ.1930 คำว่า "ไฮโดรโปนิกส์" เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นโดย ดร.เจอร์ริค แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ทำการทดลองปลูกพืชโดยใช้เทคนิควิธีการปลูกพืชในน้ำสารละลายอาหารเป็นผลสำเร็จ และนับจากนั้น การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินก็ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้วัสดุปลูก (nonsubstrate หรือ water cuture) ซึ่งเป็นลักษณะของการปลูกพืชลงบนสารละลายธาตุอาหารพืช โดยให้รากสัมผัสกับสารอาหารโดยตรงนั่นเองโดยสามารถแบ่งวิธีการปลูกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)


NFT (Nutrient Film Technique) เป็นวิธีการให้สารละลายธาตุอาหาร มีการไหลหมุนเวียน โดยรากพืชจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ด้วยหลักการทำงานง่ายๆ คือ ให้สารอาหารไหลผ่านรากพืช เป็นลักษณะสายน้ำบางๆ เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับรากพืชโดยตรง ระบบน้ำจะหมุนเวียนกลับมาใช้งานได้ต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการนี้เป็นที่นิยมในประเทศไทยในขณะนี้ DRF (Dynamic Root Floating Technique) เป็นระบบการให้สารอาหารแก่รากพืชโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการเติมอากาศด้วยการใช้ปั๊มลม ช่วยในการให้ออกซิเจน โดยรากพืชจะจุ่มอยู่ในสารอาหารโดยตรงและสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ หรือเรียกอีกอย่างว่า "การปลูกพืชแบบลอยน้ำ" วิธีนี้เป็นที่นิยมเพราะใช้พื้นที่เล็ก ประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถใช้เวลาว่างปลูกเป็นงานอดิเรก
DFT (Deep Flow Technique) เป็นระบบปลูกที่ให้สารละลายธาตุอาหาร ไหลผ่านรากพืชอย่างต่อเนื่องและหมุนเวียน เหมือนการปลูกพืชแช่น้ำ ซึ่งระดับน้ำจะไม่สูงนักราว 5-10 ซม. โดยน้ำจะไหลผ่านรากพืชอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ


ข้อดีของระบบไฮโดรโปนิกส์


1.สามารถปลูกพืชได้ทั้งปี เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้สูงขึ้นกว่าแบบเก่า 50-100% และยังสามารถออกแบบให้ประหยัดพื้นที่การปลูกได้ด้วย
2.ดูแลได้ทั่วถึง เนื่องจากเป็นระบบที่ง่ายต่อการควบคุมและป้องกันโรคและแมลง ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง 100% และไม่มีปัญหาในการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูก ประหยัดน้ำและปุ๋ย เพราะสามารถควบคุมได้ตามที่พืชต้องการ ไม้ต้องไถพรวน
3.สามารถลดการทำลายหรือชะล้างหน้าดิน มีผลผลิตสม่ำเสมอ และอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น เนื่องจากพืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตที่ได้มีความสะอาด สด คุณภาพดี และที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ สามารถพัฒนาการปลูกไปในเชิงพาณิชย์ได้



ข้อเสียของระบบไฮโดรโปนิกส์
4.เนื่องจากมีการดัดแปลงแก้ไขและปรับปรุงในระบบเรื่อยมา ทำให้ลดข้อเสียต่างๆ ที่เคยพบในอดีตลงไปได้มาก เช่น ข้อเสียในเรื่องของเทคโนโลยีต่างประเทศที่ราคาค่อนข้างสูง ตอนนี้สามารถใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านดัดแปลงได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
5.ความหลากหลายของพืชที่ปลูกไร้ดิน ในระยะแรกจะปลูกเฉพาะผักต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้ สามารถปลูกได้ทั้งผักไทย ผักจีน และผักต่างประเทศ
6.ผู้ปลูกต้องมีความรู้อย่างแท้จริงต่อการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งในปัจจุบันได้มีเอกสารแนะนำ และสามารถขอข้อมูลได้จากสำนักงานเกษตรในทุกพื้นที่ เรื่องของตลาด ในปัจจุบันไม่ถือเป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีต่อเกษตรกรที่สนใจทำธุรกิจการปลูกพืชไร้ดินมากขึ้น


ที่มาข้อมูล : http://www.panoramaworldwide.com

ปรากฏการณ์ ข้างขึ้น - ข้างแรม

ปรากฏการณ์ ข้างขึ้น - ข้างแรม
หลายท่านอาจเคยสงสัยว่าดวงจันทร์ที่เราเห็นอยู่ทุกๆ ค่ำคืนนั้น (หรือบางวันอาจมองไม่เห็น) ทำไมจึงมีรูปร่างที่ต่างกันออกไป บางวันก็เป็นดวงจันทร์เต็มดวง บางวันก็เป็นดวงจันทร์เสี้ยวเสี้ยวด้านซ้ายบ้าง เสี้ยวด้านขวาบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?การที่เราเห็นดวงจันทร์มีรูปร่างต่างกันออกไปในแต่ละวันนั้น เราเรียกว่า ดิถี หรือ เฟส หรือ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม ของดวงจันทร์ (lunar phase) เกิดจากการที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกทำมุมระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ที่ต่างกันออกไป ทำให้เรา (ที่อยู่บนโลก) สังเกตเห็นดวงจันทร์มีส่วนที่สว่างที่ไม่เท่ากันในแต่ละคืน โดยที่คาบเวลาของการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์เป็น 29.5 วัน เราจึงเห็นดวงจันทร์มีรูปร่างเหมือนเดิมทุกๆ 29.5 วันนั่นเอง เช่นเราจะเห็นดวงจันทร์เต็มดวง (หรือจันทร์วันเพ็ญ) ทุกๆ 29.5 วัน (หรือคิดง่ายๆ คือ ประมาณ 30 วัน)


เราแบ่งดิถีของดวงจันทร์ตามที่เรามองเห็นได้ดังนี้
เดือนมืด (New Moon) ตรงกับ แรม 15 ค่ำ (บางเดือนอาจเป็น แรม 14 ค่ำ) เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์อยู่หน้าดวงอาทิตย์นั่นเอง ในวันนี้ดวงจันทร์จะหันด้านมืดเข้าหาโลก ดังนั้น เราจะมองไม่เห็นดวงจันทร์ เราจึงเรียกว่า คืนเดือนมืด หรือ จันทร์ดับ ในความเป็นจริงในวันเดือนมืดตำแหน่งของดวงจันทร์จะอยู่กลางศีรษะเราพอดีในเวลาประมาณเที่ยงวัน แต่เราจะไม่เห็นดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์หันด้านมืดเข้าหาโลกและแสงจากดวงอาทิตย์มีความสว่างมาก
คืนเดือนมืด ดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
วันเพ็ญ (Full Moon) ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ โดยแสงจากดวงอาทิตย์จะตั้งฉากกับดวงจันทร์พอดี ในวันนี้ดวงจันทร์จะหันด้านสว่างเข้าหาโลกดังนั้นเราจะมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวง โดยเห็นดวงจันทร์ปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกตั้งแต่เวลาประมาณ 6 โมงเย็น และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกตอน 6 โมงเช้า ของอีกวันหนึ่ง โดยดวงจันทร์จะอยู่กลางศีรษะพอดีที่เวลาเที่ยงคืน
คืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ข้างขึ้น (Waxing) เป็นช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างคืนเดือนมืดจนถึงคืนวันเพ็ญ โดยมีด้านเสี้ยวสว่างของดวงจันทร์หันไปด้านทิศตะวันตก ซึ่งแบ่งออกเป็นสามช่วงดังนี้

ช่วง 1-7 วันหลังจากคืนเดือนมืด หรือตั้งแต่ ขึ้น 1 ค่ำจนกระทั่ง ขึ้น 7 ค่ำ เราจะเห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยวสว่างตั้งแต่เสี้ยวบางๆ ในขึ้น 1 ค่ำ จนกระทั่งสว่างประมาณครึ่งดวงใน ขึ้น 7 ค่ำ ซึ่งในภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงนี้ว่า Waxing Crescent ในช่วงนี้เราจะเห็นดวงจันทร์ตกที่ขอบฟ้าตะวันตกในช่วงหัวค่ำ (6 โมงเย็น ถึงเที่ยงคืน)
ข้างขึ้นตั้งแต่ ขึ้น 1 ค่ำจนกระทั่ง ขึ้น 7 ค่ำ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ในวันที่ 8 เราจะเห็นดวงจันทร์ครึ่งดวงเป็นครั้งแรก หรือตรงกับวัน ขึ้น 8 ค่ำ ภาษาอังกฤษเรียกวันนี้ว่า First Quater เป็นวันที่ดวงจันทร์ทำมุมกับโลกและดวงอาทิตย์ 90 องศา โดยดวงจันทร์จะเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกที่เวลาเที่ยงวัน และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกที่เวลาประมาณเที่ยงคืน
ข้างขึ้น ขึ้น 8 ค่ำ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ช่วงวันที่ 9-14 หรือตั้งแต่ ขึ้น 9 ค่ำ จนกระทั่ง ขึ้น 14 ค่ำ เราจะเห็นดวงจันทร์ด้านสว่างที่ค่อนข้างใหญ่คือ มากกว่าครึ่งหนึ่งไปจนถึงเกือบเต็มดวง (ในวัน ขึ้น 14 ค่ำ) ซึ่งในภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงนี้ว่า Waxing Gibbous ในช่วงนี้ดวงจันทร์จะเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกที่หลังเวลาเที่ยงวัน และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกหลังเวลาเที่ยงคืน
ข้างขึ้นตั้งแต่ ขึ้น 9 ค่ำจนกระทั่ง ขึ้น 14 ค่ำ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ข้างแรม (Waning) เป็นช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างคืนวันเพ็ญจนถึงคืนเดือนมืด โดยมีด้านเสี้ยวสว่างของดวงจันทร์หันไปด้านทิศตะวันออก ซึ่งแบ่งออกเป็นสามช่วงเช่นเดียวกันกับข้างขึ้นดังนี้
ช่วง 1-7 วันหลังจากคืนวันเพ็ญ หรือตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ จนกระทั่ง แรม 7 ค่ำ เราจะเห็นดวงจันทร์ด้านสว่างที่ค่อนข้างใหญ่คือตั้งแต่เกือบเต็ม (แรม 1 ค่ำ) จนไปถึงครึ่งดวง (แรม 7 ค่ำ) ซึ่งในภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงนี้ว่า Waning Gibbous ในช่วงนี้ดวงจันทร์จะเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกที่หลังเวลา 6 โมงเย็น และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกหลังเวลา 6 โมงเช้า
ข้างแรมตั้งแต่ แรม 1 ค่ำจนกระทั่ง แรม 7 ค่ำ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ในวันที่ 8 เราจะเห็นดวงจันทร์ครึ่งดวงเป็นครั้งที่สอง หรือตรงกับวัน แรม 8 ค่ำ ภาษาอังกฤษเรียกวันนี้ว่า Last Quater เป็นวันที่ดวงจันทร์ทำมุมกับโลกและดวงอาทิตย์ 90 องศา โดยดวงจันทร์จะเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกที่เวลาเที่ยงคืน และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกที่เวลาประมาณเที่ยงวัน โดยมีด้านมืดและด้านสว่างของดวงจันทร์ในคืน แรม 8 ค่ำ นี้ จะอยู่สลับกันกับคืนวัน ขึ้น 8 ค่ำ
ข้างแรม แรม 8 ค่ำ และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น
ช่วงวันที่ 9-14 (หรือ 9-13) หรือตั้งแต่ แรม 9 ค่ำ จนกระทั่ง แรม 14 ค่ำ (หรือ แรม 13 ค่ำ) เราจะเห็นดวงจันทร์ด้านสว่างน้อยกว่าครึ่งดวง ซึ่งในภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงนี้ว่า Waning Crescent ในช่วงนี้ดวงจันทร์จะเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้าตะวันออกที่หลังเวลาเที่ยงคืน และตกที่ขอบฟ้าตะวันตกหลังเวลาเที่ยงวัน
ข้างแรม ตั้งแต่ แรม 9 ค่ำจนกระทั่ง แรม 14 ค่ำ (หรือ แรม 13 ค่ำ) และภาพดวงจันทร์ที่มองเห็น

ที่มาข้อมูล : http://www.space.mict.go.th

แลกเปลี่ยนครูไทย-อเมริกา