ลอดช่องสิงคโปร์
สูตรเด็ดทำเงินงาม
เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว วิชาลอดช่องสิงคโปร์ถือได้ว่าฮิตสุดๆ ร้อนแรงถึงขนาดว่าต้องจองกันนานเป็นเดือนกว่าจะได้เรียน และเมื่อเรียนจบไปแล้วผู้เรียนต่างก็ไปทำอาชีพขายจนประสบความสำเร็จหลายราย เป็นที่ฮือฮามาก ล่วงเข้ามาหน้าร้อนปีนี้ก็กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง กับวิทยากรคนเดิมที่ได้เพิ่มเติมวิชาสอนอีก 2-3 วิชา
นั่นคือ อาจารย์นิรันดร์ สุพิมล ที่ครั้งหนึ่งเคยขายขนมหลากหลายรายการ แต่ด้วยชะตาชีวิตที่ไม่มีความแน่นอนทำให้เขาต้องหยุดการขายไประยะหนึ่งเพื่อมาทำงานอีกด้านหนึ่ง กระนั้นก็ดีอาชีพขายขนมยังอยู่ในสายเลือด เพราะขายมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ โดยเฉพาะขนมทำเงินหน้าร้อนที่มีลอดช่องสิงคโปร์เป็นตัวชูโรง ทำให้ขนมตัวอื่นๆ ที่ขายพลอยขายดีไปด้วย
"ขนมที่ผมนำมาสอนนั้นอาจจะดูว่าเป็นขนมธรรมดา พื้นๆ ง่ายๆ ใครก็ทำได้ แค่ไปซื้อร้านขายส่งขนมในตลาด ซื้อเส้นสำเร็จมาลวกหรือที่เขาลวกแล้วมาทำขายก็ได้ ผมก็เคยทำแบบนี้แต่เฉพาะเวลาเร่งด่วน หรือของขาดตลาด แล้วไม่ได้เตรียม ผลออกมาคือลูกค้าจับได้ เพราะรสมันเปลี่ยน ก็เขาทานทุกวัน ความแตกต่างอยู่ที่ลูกค้าที่ซื้อเราทานเป็นคนตัดสิน ความมั่นใจของลูกค้า (ที่จะซื้อ) อยู่ที่การทำเอง"
"จากประสบการณ์ของผม ทำขายและโตมากับตลาด กล้าพูดได้เลยว่า ขนมตัวนี้สามารถทำเงินแสนได้ การทำขนมใช้เวลาน้อย ไม่ต้องเตรียมให้ยุ่งยาก ทำด้วยตนเอง หรือใช้แรงงาน 1-2 คน ไม่ต้องไปยืนขายเองก็ได้ รสชาติก็ไม่เปลี่ยน เพราะเราเตรียมปรุงไว้ให้แล้ว การลงทุนก็น้อย โต๊ะตัวเดียว โหลแก้ว 2 ใบ ก็ขายได้แล้ว" อาจารย์นิรันดร์ พูดถึงขนมลอดช่องสิงคโปร์ของตนเองที่เคยขายดีจนลูกค้าต้องรอคิว
นอกจาก ลอดช่องสิงคโปร์ ยังมีขนมอีกหลายตัวที่ขายคู่กันหรือเคยขายมาก่อน และต่อมาได้ทยอยเปิดสอน เช่น ซ่าหริ่มสูตรโบราณ กะทิ 3 แบบ สูตรการค้า (ซ่าหริ่ม 3 สี ซ่าหริ่มใบเตย พร้อมสูตรประยุกต์) รวมมิตรสูตรโบราณ 2 แบบ และเฉาก๊วยขูดน้ำใบเตย รวมมิตรน้ำแข็งไสครบสูตร น้ำกะทิ น้ำเชื่อม น้ำหวาน นม ข้าวเหนียวดำหุง เผือกน้ำกะทิ ลอดช่องไทยน้ำกะทิ กะลอจี๊สูตรฮ่องกง (สูตรขายดี แตกต่างจากเยาวราช) ฯลฯ
สำหรับลอดช่องสิงคโปร์ จะสอนคู่กับ ทับทิมกรอบสูตรการค้า รายละเอียดการสอนใน 1 วัน จะครอบคลุมเนื้อหาสาระตั้งแต่การแนะนำวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการประกอบอาชีพและวัตถุดิบที่เป็นส่วนต่างๆ การต้มเคี่ยวน้ำเชื่อม การหั่นแห้ว การผสมสีอาหาร การนวดแป้งลอดช่อง การทำเส้น ผสมสีอาหาร การคลุกแป้งทับทิมกรอบ การลวกแป้งลอดช่อง ทับทิม การแช่น้ำก่อนผสม วิธีทำให้แป้งเหนียวอร่อยไม่อืด การผสมกะทิ การปรุงรสกลิ่น การใส่น้ำแข็ง การจัดเสิร์ฟ การดูแลขนมไม่ให้บูดโดยไม่ต้องใช้สารกันบูด ฯลฯ
ท่านที่สนใจจะเรียนลอดช่องสิงคโปร์ พบกันรุ่นต่อไป วันที่ 28 มีนาคม และก่อนนั้น 1 วันจะสอน รวมมิตร สูตรโบราณ 2 แบบ แถม เฉาก๊วยขูดน้ำใบเตย ในวันที่ 27 มีนาคม 2553
วุ้นแฟนซี
เต้าฮวยฟรุตสลัด
สูตรจากมืออาชีพ
เอ่ยชื่อว่า "วุ้นแฟนซี" ก็อาจจะดูว่าพื้นๆ ใครก็ทำได้ แต่ถ้าจะทำให้อร่อยและขายดีคงจะไม่ง่ายนัก หากไม่ได้มาเรียนรู้กันแบบจริงจัง โดยเฉพาะสูตรที่จะนำมาเป็นต้นแบบหรือเรียนรู้นั้นมาจากมืออาชีพตัวจริงเสียงจริง
นั่นคือ "วุ้นรุ่งทิพย์" ที่มีเจ้าของชื่อ "ทิพย์วรรณ ศุภนิศานุวงศ์" ได้ชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสระบุรี เพราะว่าได้รับการเลือกสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว และยังการันตีเรื่องความสะอาดถูกหลักอนามัย คือมี อย.รับรองอีกด้วย
เรื่องราวของผู้เป็นเจ้าของสูตร นับว่าน่าสนใจไม่น้อยได้ต่อสู้ชีวิตมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์วุ้นและขนมต่างๆ คือหลังจากที่เรียนจบทางด้านพาณิชย์ก็ได้ทำงานประจำอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้เข้าสู่อาชีพส่วนตัวจากร้านขายข้าวมันไก่ ร้านกาแฟสด และร้านขนมปังสังขยาใบเตย สูตรนมสด
ระหว่างนั้นได้มีญาติที่ต่างจังหวัดเปิดร้านขายขนมประเภทวุ้นของขวัญ จึงขอสูตรการทำขนมโดยที่ไม่ได้ไปเรียนด้วยตัวเอง เพราะต้องดูแลร้านจึงต้องลองทำโดยที่ไม่เคยเห็น จึงมีปัญหามาก แต่ก็ไม่ละความพยายาม จนทำได้จึงนำวุ้นไปฝากขายในร้านค้าเช่าที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง
ในช่วงแรกยังไม่ได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ แต่ขนมก็ขายดีมากๆ ลูกค้าชอบรสชาติ ถามว่าชื่อร้านอะไร หาซื้อที่ไหนได้อีกบ้าง จึงเริ่มตั้งชื่อขนมว่า "สูตรรุ่งทิพย์" ตั้งแต่นั้นมา
เมื่อขายได้ระยะหนึ่งมีความคิดว่าจะต้องต่อยอดสินค้า จึงคิดพัฒนาเรื่องรูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ สิ่งสำคัญคือต้องขอ อย. ให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและขยายตลาดได้
ได้ไปปรึกษากับคนรู้จักที่เคยขอ อย. ไปถามเขาว่ามีขั้นตอนอย่างไร เขาเล่าว่า ขอยากมากๆ ขอไป 3-4 ปี ก็ยังไม่ได้ ต้องซื้อจึงจะได้และแพงมาก เมื่อได้ข้อมูลจากที่เขาเล่ามาอย่างนั้นยิ่งท้อแท้จนคิดจะหยุดอยู่แค่นั้น
แต่พอเจอลูกค้าถามถึงบ่อยๆ เขาว่า อยากรับประทานขนมของเราอีก ก็ฮึดสู้ว่าถ้าเราไม่ลองเราก็ไม่รู้ จึงโทรศัพท์ไปที่สาธารณสุขจังหวัด ขอข้อมูลที่แท้จริงโดยตรงเลยว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องใช้อะไรบ้างและค่าใช้จ่ายในการขอ อย. ต้องใช้เท่าไร
จากข้อมูลที่ทางสาธารณสุขบอกมา จึงได้รู้ว่าการขอ อย. ไม่ได้ยากอะไรเลย และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการขอด้วย แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและเอกสารต้องครบ จึงเริ่มดำเนินการทันที โดยจัดหาเอกสารต่างๆ และจัดเตรียมสถานที่ผลิตให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและแมลง จัดเก็บอุปกรณ์เครื่องมือให้เป็นระเบียบตามมาตรฐานที่กำหนด และเจ้าหน้าที่มาตรวจสถานที่ผลิต ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็สามารถออกเลข อย. ได้แล้ว
จากนั้นทางจังหวัดได้มีการประกวดสินค้าคัดสรร หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เมื่อได้ข่าวก็สนใจเข้ารับฟังและนำสินค้าของเราเข้าคัดสรร หลังจากคณะกรรมการคัดสรรและสัมภาษณ์ถึงการผลิตสินค้าแล้ว ก็ได้คะแนนระดับ 4 ดาว
ผลจากการเข้าเป็นสินค้าคัดสรรนี้สามารถสร้างชื่อได้เป็นอย่างดี และทางจังหวัดให้โอกาสในการออกร้านในงานแสดงสินค้า OTOP และงานอื่นๆ ที่จัดขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าให้อีกด้วย
จากที่มีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง และด้วยหัวใจที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้การทำขนม และอาหารจากสถาบันต่างๆ มาพอสมควร ได้เห็นการสอนของแต่ละคนแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งบางคนจะสอนเฉพาะสูตรวิธีการทำ แต่เทคนิคให้ออกมาดีหรือมีปัญหาในการทำจะไม่บอก ให้ไปเรียนรู้เอาเอง จึงมีความรู้สึกว่าเขาคิดถึงเชิงธุรกิจเกินไป ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่จะถ่ายทอด
จึงบอกกับตัวเองว่า วันใดที่เราต้องมาถ่ายทอดความรู้ให้ใครสักคนเราจะไม่ทำอย่างนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้กลับไปอย่างเต็มที่
นี่เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของอาจารย์ทิพย์วรรณ ที่ตัดสินใจมาเป็นวิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มาตั้งแต่ปี 2548 จนมาถึงทุกวันนี้
วิชาที่สอนนอกจาก วุ้นแฟนซีสไตล์ต่างๆ (แถมวุ้นในลูกมะพร้าว) ยังมี เต้าฮวยนมสด เต้าฮวยฟรุตสลัด ซึ่งจะเปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 3 เมษายน 2553
ข้าวเหนียวมูน
เปิดสอน 2 สูตรดัง
เมื่อถึงหน้าร้อนทีไรใครต่อใครจะต้องนึกถึงข้าวเหนียวมะม่วง เพราะมะม่วงจะออกชุกในช่วงต้นปีไปจนถึงเกือบกลางปี อันที่จริงเวลานี้บ้านเราสามารถทำมะม่วงนอกฤดูได้ด้วย การทำข้าวเหนียวมูนมะม่วงจึงทำขายได้ทั้งปีก็ว่าได้
ข้าวเหนียวมูน ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน เปิดสอนนั้นมีอยู่ 2 เจ้า ซึ่งทั้ง 2 เจ้ามีความแตกต่างในเรื่องของสูตร และรูปแบบการขายอยู่พอสมควร
เจ้าแรกที่จะแนะนำคือ "ข้าวเหนียวมูน 7 สี 7 หน้า" ที่มีเจ้าของเป็นคนรุ่นใหม่ นามว่า "อัจจิมา ปิ่นรัตน์" หรือ "คุณกิ๊ก" โดยมีร้านขายอยู่ที่ตลาดพิบูลย์วิทย์ ตรงข้ามซอยกำนันแม้น 8 ถนนเอกชัย (36) เขตจอมทอง กรุงเทพฯ
ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของร้านข้าวเหนียวมูน เคยทำงานบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ และโฆษณา ทำมาได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าเริ่มเบื่องานประจำ เพราะที่ทำงานกับบ้านอยู่ไกลกันมาก ไม่สะดวกในการเดินทาง และประจวบกับแถวบ้านได้เปิดตลาดสดขึ้นใหม่ จึงคิดอยากลองค้าขายดูบ้าง และตัวเองก็มีพื้นความรู้ทางด้านนี้ เพราะจบด้านอาหารและโภชนาการ มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพระนครใต้ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เทคนิคกรุงเทพ เลยนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมาประกอบอาชีพ
"เริ่มต้นจากการขายขนมหวานต่างๆ อาทิ ตะโก้ ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวตัด ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ซึ่งก็ขายได้ระดับหนึ่ง พอขายได้สักพักลูกค้าเริ่มเบื่อขนมที่ทำขายอยู่ทุกวัน จึงคิดทำขนมอย่างอื่นเสริมดูบ้าง อาทิ ขนมต้ม ถั่วแปบ ขนมเหนียว และขนมหม้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เต้าส่วน ถั่วดำ ถั่วเขียว ฯลฯ และขนมตามเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน (สูตรเฉพาะ) ถ้วยฟู ปุยฝ้าย ฯลฯ"
"ทีนี้พอมาถึงหน้าร้อนช่วงเดือนมกราคม ไปจนถึงพฤษภาคม เป็นหน้ามะม่วงชุก ลูกค้านิยมรับประทานมะม่วงกับข้าวเหนียวมูน ทางร้านจึงคิดมูนข้าวเหนียวขายบ้าง ซึ่งช่วงแรกที่ทำเราขายสู้ร้านที่ใกล้กันไม่ได้ แต่เราก็ไม่เคยท้อมุมานะปรับปรุงสูตรและหมั่นถามลูกค้าอยู่ตลอดว่ารสชาติใช้ได้ไหม จนมาลงตัว ณ สูตรปัจจุบันนี้ ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง..."
ที่ว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง คือ "จากที่ดูเขาขาย กลายเป็นขายแทบไม่ทัน"
นี่เป็นเรื่องราวของคุณกิ๊ก หรือ "อาจารย์กิ๊ก" ของลูกศิษย์ ในฐานะวิทยากรวิชา "ข้าวเหนียวมูน 7 สี 7 หน้า" ประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ตั้งแต่ต้นปี 2550 จนถึงวันนี้
เดิมใช้ชื่อหลักสูตรว่า "ข้าวเหนียวมูน 4 สี 5 หน้า" แต่ล่าสุดนี้ได้มีการปรับเพิ่มหลักสูตรใหม่ ใช้ชื่อว่า "ข้าวเหนียว 7 สี 7 หน้า" คือได้เพิ่มสีข้าวเหนียวมูน และหน้าข้าวเหนียวมูนให้หลากหลายยิ่งขึ้น
รายละเอียดการสอน จะเริ่มด้วยการให้ความรู้เรื่องการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ แหล่งซื้อวัตถุดิบ การทำหน้าต่างๆ เช่น หน้าสังขยา หน้ากุ้ง หน้าปลา หน้ากระฉีก หน้ากลอย หน้าลูกตาล ฯลฯ ต่อด้วยสอนแช่ข้าวเหนียว วิธีทำข้าวเหนียวมูน สีขาว สีดำ สีเหลือง (ขมิ้น)ั้สีเขียว (ใบเตย) ข้าวเหนียวหน้ากลอย ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังแนะนำการนำข้าวเหนียวและวัตถุดิบที่เหลือมาแปรรูป เช่น ทำข้าวเหนียวตัด ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวหน้านวล หน้าต่างๆ เช่น หน้าทองหยอด หน้าฝอยทอง หน้าถั่วดำ ฯลฯ
ข้าวเหนียวมูนสูตรนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะขายได้ทุกฤดูกาล เพราะว่ามีสีสันสวยงาม แถมมีหน้าต่างๆ ให้เลือกมากมาย เปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 3 เมษายน 2553
เจ้าต่อมาที่จะมาสอนข้าวเหนียวมูนคือ อาจารย์พะเยาว์ กฤษแก้ว มีร้านขายตั้งอยู่ที่หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาติวานนท์ (ระหว่างติวานนท์ 23-25) ปักหลักขายมานานกว่า 10 ปี จนมีลูกค้าประจำมากมาย และได้ชื่อว่าเป็น "สูตรชาวบ้าน แต่รสชาติชาววัง" เพราะร่ำลือเรื่องความอร่อยไม่เป็นสองรองใคร
อาจารย์พะเยาว์ สืบทอดอาชีพขายข้าวเหนียวมะม่วง มาจากคุณแม่ (เจริญ ร่วมสมัคร) ทำขายเลี้ยงลูก 13 คน ที่อยุธยาบ้านเกิด คู่กับขนมไทยนานาชนิด ต่อมาคุณแม่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ มาขายอยู่ที่ย่านเตาปูน สมัยนั้นตนเองทำงานโรงงานทำเส้นด้าย และใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาทำขนมขาย
จากที่ตั้งใจว่าจะทำขายเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงาน พอทำได้สักปีเริ่มเห็นว่ามีรายได้จึงลงมือทำอย่างจริงจัง และได้เพิ่มขนมให้หลากหลาย ทั้งประเภทขนมน้ำ ขนมเชื่อม เช่น บัวลอยเผือกไข่หวาน ซ่าหริ่ม ลอดช่องไทย มันสำปะหลังเชื่อม เผือกเชื่อม ปลากริมไข่เต่า ครองแครงมะพร้าวอ่อน สาคู เต้าส่วน ฯลฯ โดยขนมเหล่านี้จะสลับขายกันในแต่ละวัน แต่ที่ขายเป็นหลักยืนพื้นทุกวันก็คือ ข้าวเหนียวมะม่วง หรือข้าวเหนียวมูน นั่นเอง
สำหรับรายละเอียดการสอน จะครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เอาสารส้มขัดข้าวเหนียวก่อนซาวน้ำให้สะอาด แช่ข้าวเหนียว ระหว่างนั้นฝึกทำหน้าสังขยา หน้าปลาแห้ง หน้ากุ้ง จนแล้วเสร็จ
ต่อด้วยการนึ่งข้าวเหนียวที่แช่น้ำเตรียมไว้ ทำส่วนผสม (น้ำมูน) จนแล้วเสร็จ เอาน้ำมูนมากวนรวมกับข้าวเหนียวที่นึ่งร้อนๆ
นอกจากนี้ ยังสอนการทำข้าวเหนียวธัญพืช ที่มีลูกเดือย ถั่วดำ ถั่วแดง ฯลฯ เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งเป็นข้าวเหนียวสูตรที่ขายดีอีกสูตรหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องรอเฉพาะหน้ามะม่วง
รุ่นต่อไปจะเปิดสอน วันที่ 4 เมษายน 2553
(ปัจจุบัน อาจารย์พะเยาว์ยังสอนวิชา รวมมิตร ทับทิมกรอบ ซ่าหริ่ม ซึ่งเป็นขนมอีกรายการหนึ่งที่ขายดิบขายดี จะเปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 25 เมษายน 2553 และยังมีโครงการจะเปิดสอนวิชาขนมหม้อ 10 รายการ เช่น ขนมเต้าส่วน และขนมประเภทแกงบวดชนิดต่างๆ)
นอกจากวิชาชีพที่กล่าวมาทั้งหมด ยังมีที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งเปิดสอนกันเป็นประจำและเหมาะกับหน้าร้อน เช่น กาแฟสดสไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งสอนโดย อาจารย์เปรมเกียรติ รัตนวรเสฏฐ์ กาแฟโบราณและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสอนโดย อาจารย์อุไรวรรณ ปัญญาอาวุธ น้ำผลไม้และสมุนไพรบรรจุขวด เหล้าปั่นและน้ำผลไม้ปั่นสมูธตี้ ซึ่งสอนโดย อาจารย์เชษฐา และอาจารย์สุจินดา ใจใส รวมทั้งวิชาน้ำผลไม้ปั่นเกล็ดหิมะระบบอุตสาหกรรม ที่จะกลับมาสอนอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายน 2553
สนใจวิชาไหนก็ให้รีบจองเรียน โทร. (02) 589-2222 ต่อ 2100-2103 หรือตรวจสอบรายละเอียดวิธีการสมัครและชำระเงินค่าเรียนได้จาก ตารางโปรแกรมการอบรมเดือนมีนาคม-เมษายน ท้ายนี้
ข่าวฝากจากอาจารย์พันธ์
ใครที่เป็นแฟนประจำ อาจารย์พันธ์ ทรงประเสริฐ ขอแจ้งให้ทราบว่าตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2553 มีกำหนดเดินทางไปต่างประเทศนานนับเดือน ใครใคร่เรียนวิชาไหนที่สอนโดยอาจารย์ท่านนี้ขอให้รีบสมัคร...
- ขาหมูฮกเกี้ยน (สูตรต้นตำรับ 50 ปี) เป็นสูตรเด็ดจากบรรพบุรุษที่สืบทอดมาช้านาน และมีผู้เรียนหลายท่านนำวิชาความรู้ไปเปิดร้านขายจนประสบความสำเร็จ จะเปิดสอนอีกครั้งวันที่ 20 มีนาคม 2553
- ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ (สูตรประชานิยม) เป็นสูตรที่ผู้สอนได้ดัดแปลงจากก๋วยเตี๋ยวสูตรสมุนไพรผสมกับก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นยาจีน ซึ่งเคยเปิดสอนมา 2-3 รุ่นแล้ว จะเปิดสอนอีกรุ่น วันที่ 27 มีนาคม
- เกาเหลาเนื้อตุ๋น เครื่องในตุ๋น วิชานี้จะครบเครื่องเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น เป็นสูตรเด็ดที่เพิ่งเปิดสอนไปเพียงรุ่นเดียว จะเปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 3 เมษายน
- เมนูขายดีระดับภัตตาคาร (4 รายการ) เป็นวิชาใหม่ล่าสุดของผู้สอน ประกอบด้วย ข้าวผัดปู กระเพาะปลาน้ำแดง กุ้งอบวุ้นเส้น สุกี้แห้ง และน้ำ ทั้ง 4 เมนูได้ชื่อว่าเป็นเมนูยอดนิยม ซึ่งใครที่ทำได้อร่อยเด็ดจะสามารถเปิดขายแบบเดี่ยวๆ ได้ด้วย เปิดสอนรุ่นแรก วันที่ 4 เมษายน
ค่าเรียนวิชาละ 1,605 บาท ลงทะเบียน 2 วิชา จะได้ลด 20% คงเหลือวิชาละ 1,284 บาทเท่านั้น
ซ่อมและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
เปิดสอน 3-4 เมษายน 2553
ช่างซ่อมและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่เหมาะกับหน้าร้อน ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อน อากาศจึงร้อนแทบทั้งปี ธุรกิจเครื่องปรับอากาศ จึงนับวันที่จะมีบทบาทสูงยิ่ง หลายคนอยากติดแอร์ หลายคนอยากก้าวสู่ธุรกิจนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
"ธีระชัย แสงกระจ่าง" คือผู้ที่จะมาให้คำตอบในสิ่งที่คุณอยากรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพหรือธุรกิจตรงนี้ ว่าจะก้าวมาได้อย่างไร โดยจะถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน
ในฐานะเจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามัคคีแอร์ 1999 ที่ประสบความสำเร็จด้วยดี
เส้นทางก่อนที่จะมาถึงวันนี้ อาจารย์ธีระชัย เล่าให้ฟังว่า เป็นคนกรุงเทพฯ มาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แม้ว่าพ่อจะรับราชการทหาร โดยเฉพาะมีพี่น้องถึง 9 คน และตัวเองเป็นคนที่ 5 ชีวิตการทำงานเริ่มขึ้นในปี 2521 หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ได้มารับราชการ ที่กรมช่างโยธา กองทัพอากาศ ตำแหน่งช่างเทคนิค
ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น ได้เรียนต่อภาคบ่ายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เทคนิคกรุงเทพ จนจบระดับ ปวส. และในปี 2524 หลังจากที่เรียนจบได้สอบเข้าทำงานที่ การท่าอากาศยานฯ และได้บรรจุในตำแหน่งช่างควบคุม (ช่างเทคนิค) ดูแลระบบเครื่องปรับอากาศ และไฟฟ้า
"ช่วงที่ทำงานได้มีโอกาสสัมผัสกับเครื่องปรับอากาศในรูปแบบต่างๆ และได้มีโอกาสเดินทางไปซ่อมระบบปรับอากาศในกองบินทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบความเย็นของสนามบิน หรือคาร์โก้ต่างๆ พร้อมๆ กับมีแนวคิดว่าเครื่องปรับอากาศเริ่มมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และมีความหลากหลาย ไม่ได้มีเฉพาะแอร์บ้าน สำนักงาน แต่ยังมีแอร์รถยนต์ แถมทุกบ้านต้องมีตู้เย็น จึงน่าจะทำเป็นอาชีพเสริม โดยร่วมมือกับเพื่อนๆ ที่เป็นช่างด้วยกัน มารับซ่อมเครื่องปรับอากาศตามบ้าน และโรงงานต่างๆ"
ในปี 2530 จากอาชีพเสริมที่เกิดจากจุดเล็กๆ ก็เริ่มที่จะกลายเป็นอาชีพประจำ กล่าวคือมีทีมงานที่เป็นกิจจะลักษณะ มีงานประจำที่จะต้องทำ มีแผนงานที่จะรองรับงานนั้นงานนี้
"เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีมาก ยกตัวอย่าง เงินเดือนราชการสมัยที่ทำแรกๆ เดือนละ 1,200 บาท แอร์ตัวหนึ่งๆ ซึ่งสมัยนั้นต้องนำเข้าอย่างเดียวตัวละร่วม 30,000 บาท พอติดตั้งเสร็จได้กำไรตัวละ 5,000 บาทขึ้นไป ซึ่งถ้าทำงานต้องทำถึง 4 เดือน มันเป็นสิ่งท้าทายให้เราต้องทำงานนี้อย่างจริงจัง"
งานแรกที่เข้าสู่ระบบให้ต้องทำงานอย่างจริงจัง คือ การรับซ่อมและบำรุงรักษาตู้เย็นให้กับโรงพยาบาลบำราศนราดูร ซึ่งโรงพยาบาลจะมีตู้เย็นจำนวนมาก เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้เก็บยา หรือเวชภัณฑ์ต่างๆ
งานต่อมา เป็นงานดูแลซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศของโรงงานฝาจีบ และงานอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
กระทั่งปี 2533 หลังจากที่อาชีพซ่อมและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ยืนอยู่ได้ มีลูกค้าที่ต้องดูแลมากพอแล้ว อาจารย์ธีระชัยได้ตัดสินใจจดทะเบียนเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามัคคีแอร์ 1999 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 200,000 บาท สำนักงานตั้งอยู่ เลขที่ 50/89 ถนนสามัคคี (ด้านหน้าหมู่บ้านประชาชื่น) ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
ในปี 2539 เมื่อเห็นว่ากิจการเริ่มไปได้ มีความลงตัวในแง่ของรายได้และลูกค้าที่แน่นอน จึงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ
"หลายคนมองว่าลาออกทำไม งานซ่อมแอร์มันไม่มั่นคง จะยอมทิ้งเงินเดือน 30,000 กว่าบาท หรือ ซึ่งถ้าเรามองในมุมนี้มันก็ถูกต้องตามที่เขาบอก เงินเดือนขนาดนั้นเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ จะไปเหนื่อยอีกทำไมละ แต่เราเองมองว่ามันเป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคต และอีกอย่างหนึ่งงานราชการที่ทำอยู่ก็เริ่มบีบรัด เราไม่สามารถที่จะทำงาน 2 อย่าง พร้อมกันในเวลาเดียวกัน จึงคิดว่าควรจะตัดสินใจลาออกดีกว่า"
การตัดสินใจลาออกไม่ผิดพลาด แต่กว่าที่จะผ่านพ้นหรือยืนหยัดมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเหมือนกัน โดยเฉพาะในปี 2540 เศรษฐกิจประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤต หลายบริษัทล้มระเนระนาด อาจารย์ธีระชัยเองก็ได้รับผลกระทบบ้างแต่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เพราะมีระบบที่แข็งแรง การลงทุนเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ลงทุนแบบกู้หนี้ยืมสิน และที่สำคัญ ไม่ได้รับงานจากรายใหญ่เท่าไร เรียกว่าไม่ได้ไปประมูลงานที่ไหน แต่รับงานจากลูกค้ารายย่อยเป็นส่วนใหญ่
ณ วันนี้กิจการของอาจารย์ธีระชัย ยืนหยัดอยู่ได้ในระดับแนวหน้า แม้ว่าทำเลที่อยู่ใกล้ๆ กันจะมีร้านรับติดตั้งและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศเกิดขึ้นหลายร้าน โดยเน้นพัฒนาคน พัฒนาเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่นับวันจะสูงขึ้น ซึ่งจะมีทีมงานบริการ ทั้งหมด 4-5 ชุด มีเครื่องมือต่างๆ และมีบริการครบวงจร
สำหรับรายละเอียดหลักสูตรซ่อมและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ที่สอนโดย อาจารย์ธีระชัย จะใช้เวลาเรียนรู้ 2 วัน โดยจะให้ความรู้ทางด้านทฤษฎีและระบบการติดตั้งอย่างครบเครื่อง
วันแรก
- ตลาดปัจจุบันและอนาคตของเครื่องปรับอากาศ เปิดร้านพื้นฐานของระบบเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หน้าที่ การทำงาน
- หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องปรับอากาศ คอมเพรสเซอร์ Motor Fan Coil Unit Condensing Unit
- วงจรไฟฟ้าในระบบเครื่องปรับอากาศ Thermostot, relay, Pimes
- การตรวจสอบอาการ และซ่อมพื้นฐาน
วันที่สอง
- เครื่องมือเครื่องใช้ในงานเครื่องปรับอากาศ
- การใช้และความปลอดภัย ข้อควรระวังในงานเครื่องปรับอากาศ
- จัดกลุ่มปฏิบัติ กลุ่มละ 5-10 คน ให้ปฏิบัติจริง แบ่งเป็น 3 สถานี
1. สถานีอุปกรณ์ไฟฟ้าถอดประกอบ
2. สถานีท่อระบบน้ำยาเชื่อมท่อ
3. สถานีประกอบระบบท่อ แวค เติมน้ำยาโดยใช้วัสดุอุปกรณ์จริง
- สรุปการเรียนการสอน ตอบปัญหาข้อสงสัยของผู้เรียน
ค่าเรียน 2 วัน 2,675 บาท
เปิดสอนรุ่นต่อไป วันที่ 3-4 เมษายน 2553...อย่าพลาด!
ที่มา
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085150453&srcday=&search=no